วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กิจกรรมท้ายบทที่ 9

กิจกรรมท้ายบทที่ 9

1.      จงอธิบายถึงคุณค่าและการใช้เทคโนโลยี Cloud computing เพื่อการศึกษา
 ตอบ  คุณค่าของเทคโนโลยี Cloud computing
1.ลดความซับซ้อนยุ่งยากของผู้ต้องการใช้บริการ
2.ช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย
3.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการกับข้อมูล คือ ข้อมูลสารสนเทศที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา เนื่องจากปัจจุบัน ข้อมูลมีการอัพเดทตลอดเวลา ทำให้ข้อมูลสารสนเทศมีมากมายมหาศาล ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยี Cloud computing เข้ามาช่วยในการจัดการกับข้อมูลในการให้บริการได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงความต้องการของผู้ใช้
 การใช้เทคโนโลยี Cloud computing เพื่อการศึกษา
 เทคโนโลยี Cloud computing เป็นบริการพื้นฐานของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ให้ความสะดวกกับผู้ใช้โดยไม่ต้องผ่านแม่ข่าย หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งเทคโนโลยี Cloud computing นี้สามารถให้บริการทั้งเก็บข้อมูลสารสนเทศ และสามารถเรียกคืนสารสนเทศดังกล่าวได้อย่างสะดวก ซึ่งส่งผลให้นำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1.ประยุกต์ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างในการทำกิจกรรมการเรียนการสอน
2.การประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์บทเรียน สื่อการเรียนการสอน
3.การประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ของผู้สอน
4.การประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaboration)
5.การประยุกต์ใช้ในการให้บริการงานห้องสมุด

2.      จงอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยี Web 2.0 และ Web 3.0 พร้อมประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา
ตอบ  Web 2.0 = Read/Write, dynamic data through web services
 Web 3.0 = Read/Write/Relate, data with structured metadata + managed identity
 ในยุคของ Web 2.0 บุคคลทั่วไปคือผู้สร้างเนื้อหา และนำเสนอข้อมูลต่างๆจาก Web 2.0 ในเปลือกนัท ทำให้เราเข้าใจว่านั่นเป็นเรื่องของการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง โดยการสร้างเสริมข้อมูลสารสนเทศ ให้มีคุณค่าและมีข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด ดังตัวอย่างที่เป็นสิ่งที่ทุกคนคงรู้จักกันดีอย่าง Wikipedia ทำให้ความรู้ถูกต่อยอดไปอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลทุกอย่างได้มาจากการเติมแต่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เกิดจากการคานอำนาจของข้อมูลของแต่ละบุคคลทำให้ข้อมูลนั้นถูกต้องมากที่สุดและจะถูกมากขึ้นเมื่อเรื่องนั้นถูกขัดเกลามาตามระยะเวลายาวนานและวันนี้ Web 3.0 กำลังจะมาเป็นการนำแนวคิดของ Web 2.0 มาทำให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากๆ โดยอย่างที่เรารู้กันดีว่าผู้ใช้ทั่วไปนั้นเป็นผู้สร้างเนื้อหา ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น เช่นการเขียน Blog, การแชร์รูปภาพและไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ ทำให้ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล ทำให้จำเป็นต้องมีความสามารถในการข้อมูลดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเอาข้อมูลต่างๆเหล่านั้นมาจัดการให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทำให้เว็บกลายเป็น Semantic Web กล่าวคือเว็บที่ใช้ Metadata มาอธิบายสิ่งต่างๆบนเว็บ ซึ่งในตอนนี้เราจะเห็นกันทั่วไปนั่นคือ Tag นั้นเอง โดยที่ Tag ก็คือคำสั้นๆหลายๆคำ ที่เป็นหัวใจของเนื้อหา เพื่อทำให้เราสามารถเข้าถึงเนื้อหาต่างๆได้ด้วยการใช้ Tag ต่างๆเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่แทนที่ผู้ผลิตเนื้อหาจะใส่เอง แต่ตัว Web จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้วให้Tags ตามความเหมาะสมให้เราแทนโดยเมื่อได้ Tag มาแล้ว ข้อมูลแต่ละ Tag จะมีความสัมพันธ์กับอีก Tag โดยปริยาย เช่นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท Apple ก็จะมี Tag ที่เกี่ยวกับ Computer, iPod, iMac …และ Tag ที่มีเนื้อหา Computer ก็มี Tag ที่เชื่อมโยงกับ Tag ที่มีเนื้อหาด้าน Electronic โดยจะเชื่อมโยงแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้ข้อมูลมีการเชื่อมโยงกันเหมือนฐานข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในเชิงข้อมูล ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นฐานข้อมูลความรู้ขนาดใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบมากขึ้นเปรียบเทียบไว้ว่า Web 2.0 ผู้เข้าชมสามารถอ่านและเขียนได้ (read-write) เจ้าของเว็บสร้างระบบและเนื้อหาบนเว็บ ผู้เข้าชมสร้างเนื้อหาบนระบบเดียวกับเจ้าของเว็บแล้วให้ผู้ชมอื่นๆ ได้ดูต่อ จนเป็นที่มาของ Social Network แต่พอมาเป็น Web 3.0 จะกลายเป็น อ่าน/เขียน/จัดการ ได้สามอย่างพร้อมกัน (read-write-execute) คราวนี้ความสามารถของมันก็จะมากมายมหาศาล แทนที่จะเข้าไปอ่านและเพิ่มข้อมูล เราก็จะสามารถปรับแต่งแก้ไขข้อมูลหรือระบบได้เองอย่างอิสระมากขึ้น Web 3.0 แทนที่เราจะค้าหาข้อมูลใดสักตัวแล้วไปเจอแต่ข้อความน่าเบื่อ คราวนี้เราจะสามารถไปเจอข้อมูลอื่นๆ ได้อีกด้วย โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นข้อความเสมอไปดังนั้น Web 3.0 คือเทคโนโลยีหรือแนวความคิดที่จะเชื่อมโยงข้อมูลใน Web ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันทั้งภายใน Web หรือภายในเครือข่ายของโลก ซึ่งมองไปแล้วมันก็คือ Database ของโลกเลย แต่ก็เป็นแนวคิดที่จะทำให้หาข้อมูลที่ต้องการได้ง่ายขึ้น ซึ่งก็จะมี format ข้อมูลในการติดต่อสื่อสารกัน แต่ก็ based-on XML เช่นพวก RDF (Resource Definition Framework), OWL (Ontology Web Language) ยุคของ Web 3.0 นี้เองที่มีความฉลาดล้ำหน้าไปอย่างมาก และความฉลาดของมันนี่เองจะนำซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และท้าทายเหล่าผู้พัฒนาเว็บไซต์และผู้ใช้มีจัดทำเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต

ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา คือ สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างและอธิบายถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Web 2.0 และ Web 3.0 เพื่อการศึกษาได้



3.      YouTube คือสื่อสังคมออนไลน์ประเภทใด และมีประโยชน์กับการศึกษาหรือไม่อย่างไร
ตอบ  YouTube คือสื่อสังคมออนไลน์ประเภทเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ (Creative Network) สำหรับการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน YouTube ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นเครื่องมืออีกตัวที่สามารถทำให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

ด้านผู้สอน : มีการนำ YouTube มาใช้เป็นสื่อทางการเรียนการสอน หรือมีการอัดวิดีโอการสอนเนื้อหาที่ตนเองได้รับผิดชอบแล้วอัพโหลดในเว็บ YouTube เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษา ในการเรียนการสอนเมื่อครูนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาจะทำให้ผู้เรียนสนใจและตั้งใจเรียนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสื่อที่มีการเคลื่อนไหว มีเสียง หรืออื่นๆ ที่นอกเหนือจากการบรรยาย สำคัญกว่านั้นคือการใช้ YouTube เป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนจะส่งผลดีแก่ผู้เรียน คือ ผู้เรียนสามารถเข้ามาศึกษาหาความรู้ในวันและเวลาใดก็ได้ตามที่ต้องการ

ด้านผู้เรียน : ผู้เรียนสามารถค้นคว้าหาความรู้ผ่านทาง YouTube ได้ตลอดเวลา ไม่เพียงทางด้านการเรียนเท่านั้น YouTube ยังมีวิดีโอที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น เทคนิคการถักผ้าพันคอ การร้อยมาลัย และยังมีเทคนิควิธีการต่างๆที่น่าสนใจอีกมากมาย อาจมีการแลกเปลี่ยนวิดีโอหรืองานต่างๆ ที่จัดทำในรูปแบบวิดีโอระหว่างเพื่อนด้วยกัน

4.      ทักษะที่จำเป็นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาใหม่ของครู มีอะไรบ้าง
 ตอบ
1.       ทักษะในการเข้าถึง (Access) ได้อย่างรวดเร็ว และรู้แหล่งในการเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศอย่างถูกต้องตามหลักจริยธรรมและกฎหมาย

2.       ทักษะในการประเมิน วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของข้อมูลสารสนเทศได้อย่างรู้เท่าทัน

3.       ทักษะในการใช้ประกอบกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างสร้างสรรค์

4.       ทักษะในการจัดการเชื่อมต่อสารสนเทศ (Information flow) จากแหล่งที่หลากหลายได้

5.       ทักษะในการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เหมาะสมในการสร้างสื่อประสม (Multimedia) และไฟล์เอกสาร (Hypertext Documents) ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการนำเสนอได้หลากหลาย

6.       ทักษะในการนำเสนอสื่อได้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง และต่างวัฒนธรรม

7.       ทักษะในการใช้เครื่องมือสื่อสาร เชื่อมโยงเครือข่าย และสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

8.       ทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการวิจัย จัดระบบ และสื่อสารสารสนเทศได้อย่างเหมาะสม

9.       ทักษะในการใช้ซอฟแวร์ที่เหมาะสมกับการศึกษาระดับต่างๆได้

10.   ทักษะในการพัฒนาตนเองให้ทันสมัยและติดตามความเจริญก้าวหน้าของนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาได้

11.   ทักษะในการวิเคราะห์และแสดงให้เห็นปัญหา หากบุคคลขาดคุณธรรมในการใช้ความรู้ที่เกิดจากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร



5.      จงเขียนตารางวิเคราะห์ความเหมือน และความแตกต่างระหว่าง Web-Based Instruction, Mobile Learning, Hybrid Learning และ HyFlex Learning
 ตอบ  
ความเหมือน
ความแตกต่าง
เทคโนโลยีทุกอย่างใช้ระบบอินเทอร์เน็ตในการสอน
Web-Based เป็นการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ตเท่านั้น
มุ่งให้ผู้เรียนเป็นสำคัญ
Hybrid เป็นการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ตและสอนในชั้นเรียนปกติ
ทุกการสอนช่วยขยายโอกาสทางการศึกษา
Hyflex เป็นการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ตและสอนในชั้นเรียนปกติรวมทั้งการศึกษาด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้
จัดการเรียนรู้ได้กว้างขวาง
Mobile การเรียนรู้ผ่านเครื่องมือสื่อสาร สะดวกสบายและสามารถเข้าถึงได้จากทุกที่
เทคโนโลยีทุกอย่างที่ใช้ในการสอนสามารถช่วยเพิ่มความสามารถของประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนได้


6.      เทคโนโลยี Cloud computing คืออะไร และมีประโยชน์กับการจัดการศึกษาหรือไม่อย่างไร
 ตอบ  เทคโนโลยี Cloud computing คือ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการให้บริการประมวลผลแบบคลาวด์ เกิดจากแนวคิดการให้บริการโดยใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีที่ทำงานเชื่อมโยงกัน โดยมีเซิร์ฟเวอร์มากมายทำงานสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้บริการแอพปลิเคชั่นต่างๆ มีประโยชน์กับการจัดการศึกษา ดังนี้
1.ประยุกต์ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างในการทำกิจกรรมการเรียนการสอน
2.การประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์บทเรียน สื่อการเรียนการสอน
3.การประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ของผู้สอน
4.การประยุกต์ใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaboration)
5.การประยุกต์ใช้ในการให้บริการงานห้องสมุด

กิจกรรมท้ายบทที่ 8

กิจกรรมท้ายบทที่ 8
1.     จงให้นิยามความหมายของคำว่า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา
ตอบ   การนำวัสดุอุปกรณ์และการจัดระบบข้อมูล การประมวลผลทางคอมพิวเตอร์และการนำเอาเทคโนโลยีมาผสมผสานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการศึกษา

2.     เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษามีความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาอย่างไร
ตอบ   - เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสาร
- ช่วยจัดระบบบริหารจัดการการศึกษา
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของสื่อการเรียนรู้
- เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนำเสนอ
- ช่วยขยายโอกาสทางการศึกษา
- ช่วยสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้
3.     บทบาทที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มีอะไรบ้าง
ตอบ


ผู้สอน

ผู้เรียน

สถานศึกษา
เป็นสื่อการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน
เป็นสื่อแสวงหาความรู้
สนับสนุนการปฏิบัติงานของสถานศึกษา ติดตามประเมินผลการจัดการเรียนรู้
เป็นเครื่องมือในการบูรณาการกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์
เป็นเครื่องมือในการเติมเต็มความรู้
เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม
เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์รูปแบบการเรียนรู้ด้วยโครงงานและรูปแบบอื่นๆ
เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างชิ้นงาน(constructionism)
เป็นเครื่องมือในการแสดงผลงาน

ใช้เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน
ใช้เป็นเครื่องมือในการประเมิน ติดตามตรวจสอบผลผลสำฤทธิ์ของผู้เรียน
ใช้เป็นเครื่องตรวจสอบและประเมินตนเอง
เป็นเครื่องมือในการติดตามและประเมินผลการทำงาน และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

4.     จงอธิบายถึงคุณค่าและการใช้เทคโนโลยี Cloud Computing เพื่อการศึกษา
ตอบ   - ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
- ลดต้นทุนค่าดูแลบำรุงรักษา
- ลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นหรือทดลองโครงการ
- มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดระบบตามความต้องการ
- ได้เครื่องแม่ข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี มีเครือข่ายความเร็งสูง
- มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบและพร้อมให้บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง

5.     จงอธิบายความแตกต่างระหว่าง web 2.0 และ web 3.0 พร้อมประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา
ตอบ  
Web 2.0
Web 3.0
ผู้เข้าชมสามารถอ่านและเขียนได้ (Read-Write ) เป็นเทคโนโลยีเว็บไซต์ที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ เช่น เว็บบอร์ด เว็บบล็อก วิพีเดีย เป็นต้น ซึ่งจะใช้ฐานข้อมูลมาเกี่ยวข้อกับเทคโนโลยีนี้ด้วย
ผู้ชมสามารถอ่าน เขียน จัดการ (Read-Write-Execute ) คือจากที่ผู้เข้าไปใช้อ่าน และเพิ่มข้อมูล ผู้ใช้ก็สามารถปรับแต่งข้อมูลหรือระบบได้เองอย่างอิสระมากขึ้น

6.     YouTube คือสื่อสังคมออนไลน์ประเภทใด และมีประโยชน์กับการศึกษาอย่างไร
ตอบ   เป็นสื่อประเภท โทรทัศน์ออนไลน์หรือโทรทัศน์อินเตอร์เน็ต  มีประโยชน์ในการถ่ายเผยแพร่ผลงาน วิดีทัศน์แลกเปลี่ยนความรู้ โดยการนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์

7.     ทักษะที่จำเป็นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษาใหม่ของครู มีอะไรบ้าง
ตอบ   ประกอบด้วย 3ทักษะ
ทักษะที่1 สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการจัดหาและการจัดการแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ได้
ทักษะที่2 สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการผลิตและจัดทำสิ่งพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์
ทักษะที่3 สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเชื่อมโยงสานสัมพันธ์ และแบ่งปันข้อมูลสาระสนเทศกับเพื่อนร่วมงาน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ปกครอง ท้องถิ่น และขยายไปยังชุมชุนทั่วโลก

8.     สายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) มีประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างไร
ตอบ   มีประโยชน์กับการศึกษาที่สามารถส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เช่นข้อมูลทางการศึกษา ภาพนิ่ง เสียง วีดิทัศน์ สื่อการสอนไปได้พร้อมๆกัน เป็นต้น โดยไม่มีการรบกวนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และเส้นใยแก้วนำแสงมีลักษณะพิเศษที่ใช้เชื่อมโยงระหว่างจุดๆหนึ่งได้ จึงเหมาะกับการเชื่อมระหว่างอาคารเรียนอีกด้วย

9.     วิวัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1G-4G มีความแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ ยุค1G เป็นการรับส่งสัญญาณแบบผสมสัญญาณแอนะล็อกเข้าช่องสื่อสารโดยใช้การแบ่งความถี่ออกเป็นช่องเล็กๆ
ยุค2G เป็นยุคที่เริ่มใช้การรับส่งสัญญาณโทรศัพท์แบบดิจิทัล
ยุค2.5G กำเนิดเทคโนโลยี GPRS และมีการบริการรับส่งข้อมูลที่ความเร็วระดับ 20-40 Kbps
ยุค 2.75G เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี EDGE และมีความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลประมาณ80-100 Kbps/วินาที 
ยุค3G มีประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูล และความเร็วในการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยความเร็วสูง  มีบริการmultimedia  รับ-ส่งFileขนาดใหญ่  Video/Call Confernce Downlond เพลง เป็นต้น
ยุค 4G มีBandwidth กว้างกว่า สามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วกว่า 3G ใช้งานได้ทั่วโลกและถูกกว่า การเชื่อต่อแบบไร้สายจะมีความเร็วกว่า3G ถึง7เท่า คือความเร็วที่ ตั้งแต่100 Mbps -1024 Mbps

10.หลักการวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลสารสนเทศบนเว็บไซต์เครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีอะไรบ้าง
ตอบ   1.ประเมินวัตถุประสงค์ความต้องการในการนำเสนอข้อมูลสารสนเทศไปใช้ ประกอบด้วย
-ผู้ใช้ต้องวิเคราะห์ความต้องการของตน ในการนำเสนอข้อมูลสารสนเทศไปใช้         
-ผู้ใช้แยกแยะประเด็น ละเลือกหัวข้อที่ต้องการสืบค้น
2.พิจารณาด้านคุณภาพบนเว็บไซต์ที่ใช้ในการเผยแพร่ ได้แก่
-ข้อมูลดังกล่าวถูกเผยแพร่ตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ในเว็บไซต์หรือไม่
-ข้อมูลดังกล่าวเป็นเนื้อหาสาระตรงตามวัตถุประสงค์ในการสร้างเว็บไซต์หรือไม่
-เว็บไซต์ดังกล่าววได้ให้ที่อยู่ e-mail address ในการติดต่อสอบถามหรือไม่
-เว็บไซต์สามารถเชื่อมโยงlinkไปเว็บที่อ้างอิงได้หรือไม่
-เว็บไซต์มีการปรับปรุงข้อมูลต่อเนื่องหรือไม่ และมีช่องทางให้ผู้อ่นแสดงความคิดเห็นหรือไม่
-เว็บไซต์มีข้อความเตือนผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจใช้ข้อมูลที่ปรากฏบนเว็บไซต์
3.พิจารณาด้านเนื้อหาข้อมูลสารสนเทศบนเว็บไซต์ที่นำเสนอ
-ข้อมูลสารสนเทศดังกล่าวมีที่มาและแหล่งอ้างอิงเนื้อหาบนเว็บไซต์หรือไม่
-เนื้อหาเว็บไซต์ต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ศีลธรรมและจริยธรรม และมีการบอกระบุวันเวลาในการเผยแพร่ข้อมูล
-เนื้อหาดังกล่าวต้องมีการระบุชื่อผู้เขียนบทความหรือผู้ให้ให้ข้อมูลหรือไม่
-คุณภาพของเนื้อหาสาระในการเขียน ต้องมีความถูกต้อง ดังนี้ สำนวนภาษาที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และใช้ภาษาทางการ สละสลวย และสุภาพ

กิจกรรมท้ายบทที่ 7

กิจกรรมท้ายบทที่ 7

หลักการและทฤษฎีการเรียนรู้กับเทคโนโลยีการศึกษา

1.  การเรียนรู้หมายถึงอะไร
ตอบ การเรียนรู้คือลักษณะของการปรับเปลี่ยนของบุคคลอันมีผล                เนื่องจากการได้รับ สภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดประสบการณ์  สื่อ          การเรียนรู้ที่สามารถสร้างประสบการณ์ให้กับผู้เรียนได้ซึ่งการ              ปรับเปลี่ยนจะส่งผล ให้บุคคลนั้นๆได้พบกับสิ่งเร้าที่มากระตุ้น              ก่อให้เกิด "การเรียนรู้"

2.จงอธิบายเป้าประสงค์ของการเรียนรู้และองค์ประกอบของการเรียนรู้
ตอบ เป้าประสงค์ของการเรียนรู้มี3ด้าน
1.  ด้านพุทธิพิสัย(Cognitive domain)สิ่งที่เป็นผลทำให้เกิดการ  เปลี่ยนแปลงของการเรียนรู้ที่เป็น ความสามารถทาง                           สติปัญญา
2.ด้านจิตพิสัย(Affective domain) สิ่งที่ผลการเรียนรู้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้สึก
3.ด้านทักษะพิสัย(psychomotor domain)ผลการเรียนรู้ที่เป็นความสามารถด้านการปฏิบัติ 
องค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนรู้มี 4 ประการ
1.แรงขับ(Drive) คือเป็นความต้องการที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคลเป็นความพร้อมที่จะเรียนรู้ของสมอง ระบบประสาทสัมผัสและกล้ามเนื้อ แรงขับและความพร้อมก่อให้เกิดปฏฺกิริยาหรือพฤติกรรมที่จะชักนำไปสู่การเรียนรู้ขั้นต่อไป
2.สิ่งเร้า(stimulus) คือสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ต่างๆซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้บุคคลมีปฏิกิริยาหรือพฤติกรรมอบสนองออกมา ในสภาพการเรียนการสอน สิ่งเร้าจะหมายถึงครูกิจกรรมการสอน และอุปกรณ์ต่างๆที่ครูนำมาใช้
3.การตอบสนอง(REsponse) คือปฏิกิริรยาหรือพฤติกรรมต่างๆที่แสดงออกมาเมื่อบุคคลได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าทั้งส่วนที่สังเกตเห็นได้และส่วนที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้
4.การเสริมแรง(Reinforcement) คือการให้สิ่งที่มีอิทธิพลต่อบุคคลอันมีผลในการเพิ่มพลังในการ เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนองเพิ่มขึ้น การเสริมแรงมีทั้งทางบวกและทางลบซึ่งมีผลต่อการเรียนรู้เป็นอย่างมาก

3.ถ้านิสิตต้องการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนต้องใช้หลักและทฤษฎีใดในการออกแบบ จงอธิบาย
ตอบ หลักการทฤษฎีพุทธิปัญญา (Cognitive Theory) เป็นพื้นฐานในการออกแบบสื่อการเรียนการสอนทั้งบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และบทเรียนผ่านเว็บในลักษณะสื่อหลายมิติ ที่ให้ผู้เรียนเกิดการรู้คิดตามความแตกต่างของแต่ละคน โดยผู้เรียนบางคนอาจประมวลโครงสร้างทางความรู้ได้เร็วเมื่อฝึกปฏิบัติครั้งเดียว แต่บางคนต้องฝึกปฏิบัติซ้ำหรือทบทวนความรู้เดิมได้ก็จะเกิดความจำ และความรู้ในระยะยาว

4.สภาพแววดล้อมการเรียนรู้มีอะไรบ้าง จงอธิบาย
ตอบ  สภาพแววดล้อมการเรียนรู้ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ
          1.สภาพแวดล้อมทางด้านกายภาพ เป็นสภาพแวดล้อมที่มนุษย์              สร้างขึ้นที่สัมผัสได้ด้วยตาและกายสัมผัส
          2.สภาพแวดล้อมทางด้านจิตภาพ เป็นสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อ               ความรู้สึก เจตคติ มีผลต่อการเรียนการสอน
          3.สภาพแวดล้อมทางด้านสังคม เป็นสภาพที่เกิดจากการ                         ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล

5.ให้นิสิตเขียนผังความคิดทฤษฎีการเรียนรู้กับการประยุกต์ในการเรียนการสอนและเทคโนโลยีการศึกษา
(แบบหน้า277-278)

6.ทฤษฎีกลุ่มการสร้างสรรค์ความรู้คอนสตรัคติวิสต์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง พร้อมทั้งอธิบายความแตกต่าง
ตอบ  ทฤษฎีกลุ่มการสร้างสรรค์ความรู้คอนสตรัคติวิสต์แบ่งเป็น 2                 ประเภท ได้แก่ ทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ (Constructivism)             และทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ผ่านชิ้นงาน (Constructionism)           ซึ่งมีความแตกต่างกันดังในตาราง
Constructivism
Constructionism
1.ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ความรู้และความเข้าใจจากประสบการณ์และการสังเกต โดยออกมาในลักษณะคำตอบ หรือข้อเท็จจริง จากการทดลอง
1.ผู้เรียนสามารถสร้างสรรค์ความรู้ออกมาเป็นรูปธรรมด้วยผลงาน โครงงาน ชิ้นงาน ตลอดจนการนำเสนอผลงาน
2.ความรู้ที่ได้นั้นต้องอาศัยประสบการณ์เดิม ต้องมีพื้นฐานความรู้เดิมมาก่อน
2.ความรู้ที่ได้ไม่จำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานประสบการณ์เดิม แต่สามารถเกิดจากการกระทำ ลงมือปฏิบัติ ลองผิดลองถูก ทำซ้ำเพื่อแก้ไข จนเกิดความรู้ออกมาเป็นรูปธรรม
3.ยุทธวิธีในการจัดกิจกรรมใช้ Problem Based Learning
3.ยุทธวิธีในการจัดกิจกรรมใช้ Project Based Learning
4.ให้ครูและแหล่งข้อมูลตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ลงมือปฏิบัติเป็นสื่อในการเรียนรู้
4.ให้สื่อการเรียนรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นการเครื่องมือในการสร้างสรรค์ความรู้ของผู้เรียน
5.แนวทางการสอนมีลักษณะเริ่มจากส่วนใหญ่ไปหาส่วนย่อย โดยเน้นแนวคิดใหญ่
5.แนวทางในการสอนมีความหลากหลายโดยให้ผู้เรียนเป็นผู้วางแผน คิดไปทำไป ในลักษณะที่ไม่มีแบบแผนขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้เรียน

7.ทฤษฎีสังคมเชิงพุทธิปัญญา(Social Cognitive Theory)มีบทบาทสำคัญต่อการประยุกต์ใช้ในงานเทคโนโลยีการศึกษาได้อย่างไรจงอธิบาย
ตอบ   1. เป็นพื้นฐานในการออกแบบสื่อการเรียนการสอนทั้งบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และบทเรียนผ่านเว็บในลักษณะสื่อหลายมิติ ที่ให้ผู้เรียนเกิดการรู้คิดตามความแตกต่างของแต่ละคน โดยผู้เรียนบางคนอาจประมวลโครงสร้างทางความรู้ได้เร็วเมื่อฝึกปฏิบัติครั้งเดียว แต่บางคนต้องฝึกปฏิบัติซ้ำหรือทบทวนความรู้เดิมได้ก็จะเกิดความจำ และความรู้ในระยะยาว
2.การสร้างผังความคิดล่วงหน้า (Advanced Organize) โดยมีผังอธิบาย ผังบรรยาย ผังกลั่นกรองสาระ ผังความคิดแบบกราฟิก และผังมโนทัศน์ ซึ่งเป็นสาระสนเทศความรู้นำเสนอขั้นนำเข้าสู่บทเรียนในกิจกรรมการเรียนการสอนอิเล็กทรอนิกส์
8.จงเขียนแผนที่ความคิด(Mind Map)หลักทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการศึกษา
ตอบ   (ทำแบบหน้า226)
หลักทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการศึกษา
กลุ่มพฤติกรรมนิยม        
       ทฤษฎีการเชื่อมโยงของธอร์นไดค์
       ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคของพาพลอฟ
       ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
       ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำ
กลุ่มพุทธิปัญญานิยม      
       ทฤษฎีกลุ่มเกสตัลท์
       ทฤษฎีสนามของเลวิน
       ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของชองเพียเจย์
       ทฤษฎีการค้นพบของบรูเนอร์
       ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ
กลุ่มสร้างสรรค์ความรู้คอนสตรัคติวิสต์       
       ทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้
       ทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ผ่านชิ้นงาน
กลุ่มทางสังคมเชิงพุทธิปัญญา       
       ทฤษฎีของบันดูรา

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

กิจกรรมท้ายบทที่ 6

กิจกรรมท้ายบทที่ 6

หลักการใช้เทคโนโลยีสื่อโสตทัศนูปกรณ์เพื่อการสอน


1. เทคโนโลยีสื่อโสตทัศนูปกรณ์เพื่อการสอนมีทั้งหมดกี่ประเภทอะไรบ้าง
ตอบ เทคโนโลยีสื่อโสตทัศนูปกรณ์เพื่อการสอนมีทั้งหมด 5 ประเภท
         - เทคโนโลยีสื่อโสตทัศนูปกรณ์ประเภทเสียง
         - เทคโนโลยีสื่อโสตทัศนูปกรณ์ประเภทฉาย
         เทคโนโลยีสื่อโสตทัศนูปกรณ์ประเภทการแปลงและถ่ายทอดสัญญาณ
         เทคโนโลยีสื่อโสตทัศนูปกรณ์ประเภทดิจิทัล
         เทคโนโลยีสื่อโสตทัศนูปกรณ์ประเภทภาพเคลื่อนไหว

2.  จงอธิบายหน้าที่และความสำคัญของเครื่องเสียง
ตอบ  เครื่องเสียงเป็นเครื่องมือสื่อทัศนูปกรณ์ที่สำคัญทำหน้าที่ในการขยายพลังเสียงของจุดกำเนิดเสียงไปได้ไกลและถึงเป้าหมายได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

3.  ระบบเครื่องเสียงมีองค์ประกอบอะไรบ้าง
ตอบ  ระบบเครื่องเสียงประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่ 
          - หน่วยรับสัญญาณเข้า (Input Signal) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่เปลี่ยนคลื่นเสียงธรรมชาติให้เป็นพลังงานไฟฟ้าความถี่เสียง
          - หน่วยขยายสัญญาณ (Amplifier) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่รับสัญญาณไฟฟ้าคลื่นความถี่เสียงจากหน่วยรับสัญญาณเข้าแล้วนำไปขยายสัญญาณให้มีพลังสูงขึ้นโดยที่คุณภาพเหมือนกับต้นกำเนิดเสียง
          - หน่วยรับสัญญาณออก (Output Signal) เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่ที่รับสัญญาณไฟฟ้าคลื่นความถี่เสียงจากหน่วยขยายสัญญาณแล้วเปลี่ยนให้เป็นคลื่นเสียงตามธรรมชาติเหมือนเสียงต้นกำเนิด
 

4.  จงอธิบายประเภทของไมโครโฟน  พร้อมหาตัวอย่างภาพประกอบการอธิบาย
ตอบ 
 ไมโครโฟนแบบไดนามิก (Dynamic Movie Coil Microphone)  เป็นไมโครโฟนที่ได้รับความนิยมมากใช้หลักการของการเคลื่อนที่ของขดลวดตามเสียงที่มากระทบ และเมื่อขดลวดตัดผ่านสนามแม่เหล็กถาวร ก็จะเกิดเป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้าตามคลื่นเสียงนั้น ไมโครโฟนชนิดนี้เป็นที่นิยมแพร่หลาย ครอบคลุมการใช้งานเกือบทุกประเภท เพราะสามารถรับเสียงในย่านกว้างทั้งความถี่ต่ำและความถี่สูงได้
 ไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์ (Condenser Microphone) เป็น ไมโครโฟนที่ออกแบบโดยใช้หลักการเปลี่ยนแปลงค่าความจุ ตามเสียงที่มากระทบแผ่นฉนวนที่อยู่ระหว่างแผ่นเพลทสองแผ่น โดยส่วนใหญ่ไมโครโฟนประเภทนี้จะต้องมีแหล่งจ่ายไฟเลี้ยง และ สามารถตอบสนองความถี่สูงได้ดีมาก

ไมโครโฟนแบบไร้สาย (Wireless Microphone) หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่า “ไมค์ลอย “ ซึ่งความจริงก็คือไมโครโฟน 2 แบบแรก เพียงแต่เพิ่มวงจรเครื่องส่งให้สามารถส่งสัญญาณออกมาเป็นคลื่นวิทยุได้นั่น เอง
ไมโครโฟนชนิดครอบศีรษะ (Headset Microphone) เป็นไมโครโฟนที่ติดกับหูฟัง เหมาะสำหรับการใช้งานรายบุคคล 

ไมโครโฟนแบบแยกทิศทาง (Stereo Microphone) เป็นไมโครโฟนที่มี 2 ตัวรวมกันไว้ในตัวเดียว มีทั้งแบบทิศเดียวกันและสองทิศทาง รับเสียงสตูดิโอได้ดี


ไมโครโฟนแบบปรับมีความไวในการรับเสียงหรือซูมไมโครโฟน (Zoom Microphone) เป็นไมโครโฟนคู่กับกล้องบันทึกเทปโทรทัศน์ สามารถปรับความไวในการรับเสียงให้สัมพันธ์กับระยะของภาพที่บันทึกได้
ไมโครโฟนแบบตั้งโต๊ะ เป็นไมโครโฟนที่ประกอบกับขาตั้งที่ทำมาเพื่อเสียบไมโครโฟนได้ส่วนมากใช้ในห้องประชุม


5.  เครื่องเล่นซีดี และดีวีดี จัดอยู่ในประเภทใดของเทคโนโลยีสื่อโสตทัศนูปกรณ์เพื่อการสอน พร้อมอธิบายการบำรุงและการดูแลรักษา
ตอบ  เครื่องเล่นซีดี และดีวีดี จัดอยู่ในประเภทหน่วยรับสัญญาณเข้า มีวิธีการบำรุงรักษาดังนี้
         -  เก็บรักษาแผ่นซีดี ดีวีดี ในกล่องหรือซองเพื่อป้องกันความสกปรกจากฝุ่นละออง
         -  ไม่ปะติดสติกเกอร์บนแผ่นซีดี ดีวีดี
         -  ควรวางเครื่องเล่นไว้ในที่แห้งและเย็น อากาศถ่ายเท ในขณะใช้งานไม่ควรมีผ้าหรือสิ่งของบนตัวเครื่อง
         - วางให้ห่างจากบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กรบกวน
         -  ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำมันหอมระเหยเช็ดเครื่อง
         -  ไม่ควรเปิดฝาครอบออก

6.  เทคโนโลยีสื่อโสตทัศนูปกรณ์ประเภทฉายภาพแบ่งได้กี่ประเภทอะไรบ้างจงอธิบาย
ตอบ  แบ่งออกเป็น 3 ระบบ ได้แก่
- ระบบฉายตรง เช่น เครื่องฉายสไลด์ เครื่องฉายภาพยนตร์
         - ระบบฉายอ้อม เช่น เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ
         - ระบบฉายสะท้อน เช่น เครื่องฉายวัตถุทึบแสง

7.  จงอธิบายวิธีการติดตั้งและการใช้งานเครื่องวิชวลไลเซอร์
ตอบ  วิธีการติดตั้งเครื่องวิชวลไลเซอร์
         1 นำเครื่องวางบนโต๊ะหรือแท่นวาง
         2 กดปุ่มเพื่อปล่อยล็อกหลังจากนั้นจึงยกเสายึดกล้องตั้งขึ้นจน                กระทั่งล็อกอยู่ในตำแหน่งที่ยึดได้
         3 ยกแขนไฟส่องสว่างทั้งสองข้างขึ้นมาและกางออกไปจนสุด
         4 ยกหัวกล้องหลักขึ้นในแนวตั้งโดยให้เลนส์อยู่ในตำแหน่งชี้ลง              บนแท่นวางวัตถุ
         5 ปรับมุมไฟส่องวัตถุ
         6 เสียบปลั๊กไฟ ก่อนต่อเข้ากับจอมอนิเตอร์ ต้องแน่ใจว่าปิด                    สวิตซ์อุปกรณ์ทั้งหมดแล้ว
         7  เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์โดยใช้สาย RCA video/audio                  หรือสาย BNC ต่อจากช่อง video output ทั้งสองช่องของ                     เครื่องคอมพิวเตอร์
         8 ในการต่อเข้ากับจอมอนิเตอร์ให้ใช้สาย s-video แทน
         9 ในการต่อเข้ากับจอ LCD ให้ใช้สาย BNC ช่อง RGB output                ของวิชวลไลเซอร์ไปยังช่อง RGB input ของจอ
         วิธีใช้
         วัตถุทึบแสง
        - ปิดสวิตซ์เครื่องแล้ววางวัตถุลงบนแท่นวาง
        - ปรับขนาดโดยใช้ปุ่ม tale/wide
        - กดปุ่ม auto focus
         วัตถุโปร่งแสง
        - วางวัตถุลงแล้วกดปุ่ม base แล้วไฟที่ปุ่มจะกระพริบขึ้น
        - กดปุ่ม posi/nega
        - กดปิดไฟแท่นฉายโดยกดปุ่ม base แล้วไฟจะดับลง

8.  จงอธิบายวิธีการบำรุงรักษาฮาร์ดดิสก์
ตอบ  วิธีการบำรุงรักษาฮาร์ดดิสก์ สามารถทำได้ดังนี้
        - อย่าให้ฮาร์ดดิสก์ถูกกระทบกระเทือนหรือตกหล่น
        - ควรมีเครื่องสำรองไฟเพื่อป้องกันการช็อต เพราะอาจส่งผลให้             ฮาร์ดดิสก์เสียหาย
        - ตรวจสอบฮาร์ดดิสก์เป็นประจำ สำหรับผู้ใช้วินโดวส์ จะมี                     โปรแกรมให้ โดยทำตามวิธีดังต่อไปนี้
        - เปิด my computer แล้วคลิกขวาที่ฮาร์ดดิสก์ที่ต้องการ
        - คลิก Properties จากนั้นคลิก Tools > Check เพื่อตรวจสอบ                 ฮาร์ดดิสก์
        - หากในฮาร์ดดิสก์มีปัญหาขัดข้องจะมีข้อความแจ้งเตือนขึ้นมา              ซึ่งการตรวจสอบฮาร์ดดิสก์จะช่วยให้ฮาร์ดดิสก์มีอายุการใช้                 งานยาวขึ้น
       - วิธี Defragment เป็นการจัดเรียบเรียงข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ ช่วยให้           ฮาร์ดดิสก์มีอายุการใช้งานนานขึ้น การทำงานเร็วขึ้น

9.  ประเภทของกล้องดิจิทัลมีอะไรบ้าง จงอธิบายพร้อมตัวอย่างภาพประกอบ
ตอบ  กล้องดิจิทัลมี 4 ประเภท ดังนี้
        


                            
Digital Compact Camera เป็นกล้องที่มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน สามารถจำแนกออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
1.  กล้องคอมแพ็กดิจิทัลแบบปกติ มีเลนส์ในตัว ไม่สามารถปรับความเร็วของชัตเตอร์ได้ ใช้งานง่าย บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้ในระยะเวลาสั้นๆ
2.  กล้องคอมแพ็กดิจิทัลแบบปรับความยาวโฟกัส หรือซูม สามารถปรับความยาวโฟกัสของเลนส์ที่ติดมากับตัวกล้องได้ มีลักษณะเลนส์แบบ Optical
2)    Digital Single Lens Reflex : DSLR มีหลักการทำงานเหมือนกล้องถ่ายภาพสะท้อนภาพเลนส์เดี่ยวแบบใช้ฟิล์ม สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ มีความละเอียดสูง สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้หลากหลาย เช่น การเพิ่มความไวของชัตเตอร์ ตั้งค่าแสง

3)    Digital Medium Format Camera เป็นกล้องที่มีคุณภาพและความละเอียดสูงมาก เหมาะกับผู้ที่ทำงานด้านกราฟิกความละเอียดสูง เช่น นิตยสาร โฆษณา งานถ่ายแบบ
4)    Digital Single Lens Reflex Like : DSLR Like กล้องดิจิทัลคอมแพ็กที่ออกแบบมาเหมือนกับกล้อง DSLR แต่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ การใช้งานหลายๆ อย่างคล้ายกับกล้อง  DSLR แต่จะใช้ง่ายและสะดวกกว่า ปัจจุบันนิยมใช้กันแพร่หลาย

10.  จอรับโทรทัศน์มีกี่ประเภทอะไรบ้างจงอธบาย
ตอบ จอรับโทรทัศน์มี 3 ประเภท ได้แก่
-   เครื่องรับโทรทัศน์แบบจอ CRT ใช้หลอดภาพ Cathode มีอายุการใช้งานยาวนาน มีขนาดจอไม่เกิน 40 นิ้ว ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่

- เครื่องรับโทรทัศน์แบบจอ Plasma ใช้ก๊าซช่วยในการแสดงผล อาศัยการแตกตัวของก๊าซ Neon Gas ไปกระทบกับเม็ดสีเพื่อให้แสดงผลบนหน้าจอ ใช้ไฟฟ้าสูง



-  เครื่องรับโทรทัศน์แบบจอ LCD เป็นเครื่องรับโทรทัศน์ที่ใช้ผนึกเหลวจากความร้อนที่ได้จากขดลวดมาเปลี่ยนเป็นผนึกเหลวแสดงสีต่างๆ มีอายุการใช้งานยาวนานและใช้ไฟน้อย ตัวเครื่องบางและมีความละเอียดสูง

กิจกรรมท้ายบทที่ 5

 กิจกรรมท้ายบทที่ 5

หลักการผลิตสื่อกราฟฟิกพื้นฐานเพื่อการสอน


1.  ให้หาตัวอย่างสื่อการสอนประเภท2มิติมาคนละ2สื่อพร้อมวิจารณ์ถึงองค์ประกอบพื้นฐานในการผลิตตามหลักการที่ศึกษามา

ตอบ
สื่อการสอน 2 มิติ  (บัตรคำ)

สื่่อการสอน 2 มิติ  (โปสเตอร์)

2.   ฝึกทักษะในการใช้ปากกปลายสักหลาดในการประดิษฐ์ตัวอักษร  ตามแบบฝึกปฏิบัติประจำรายวิชา

ตอบ 


3. ให้ทำวงล้อสี และแยกสีตามวรรณะร้อน และวรรณะเย็น                                       ตอบ


4. ฝึกออกแบบภาพโปสเตอร์ทางการเรียนการสอนตามหลักการที่ศึกษามา

ตอบ 
ตัวอย่างโปสเตอร์

5. แบ่งกลุ่ม และฝึกประเมินผลงานที่ผลิตขึ้นมาของสมาชิกภายในกลุ่มเพื่อการปรับปรุงแก้ไข